logo
ผศ.ดร.ชุติมา คล้ายสังข์
2 มีนาคม 2569

วิทยาการจัดการ ยังไม่เสื่อมมนต์ขลัง “เราต้องเรียนรู้ความฉลาดและปรับตัว”      

4544 อ่าน
272 แชร์

คณะวิทยาการจัดการ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในยุคที่ยังเป็นสถาบันราชภัฏและเริ่มต้นปรับเปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ได้ชื่อว่าเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุด และเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุดในการค้ำจุนองค์กร แต่เมื่อเวลาผันเปลี่ยนไป อันมีสาเหตุจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และสภาวะสังคมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิทยาการจัดการก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองเช่นเดียวกัน

       คณะวิทยาการจัดการในวันนี้ มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา คล้ายสังข์ เป็นคณบดี นอกเหนือจากต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของมหาวิทยาลัยให้ต้องรับมือด้วยเช่นเดียวกัน

      “แต่เดิมคณะวิทยาการจัดการมี 2 กลุ่มวิชา คือ บริหารธุรกิจกับนิเทศศาสตร์ แต่ปัจจุบัน นิเทศศาสตร์ได้แยกตัวไปเป็นวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการก็จะเหลือกลุ่มวิชาบริหารธุรกิจ ซึ่งเปิดสอนในระดับปริญญาตรี 3 สาขาด้วยกัน คือ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาบัญชี และสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันมีจำนวนนักศึกษากว่า 3,000 คน หากมองภาพรวมของคณะวิทยาการจัดการในยุคปัจจุบัน (ปี 2026) ที่โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความยืดหยุ่น สาขาวิชาบริหารธุรกิจน่าจะเป็นจุดขายหลัก (Flagship) ของคณะฯ แต่เหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องของจำนวนของคนเรียนมากที่สุด แต่มีความลึกซึ้งกว่านั้นเมื่อเทียบกับอีกสองสาขา         

       คณบดีคณะวิทยาการจัดการสรุปประเด็นสำคัญ ๆ ของสาขาที่เปิดสอนในปัจจุบันให้เห็นภาพตามลำดับ

        บริหารธุรกิจ (Business Administration) "จุดขายที่เป็นหัวใจสำคัญ" สาขานี้คือตัวแทนของความ Adaptability (การปรับตัว) อันเป็นทักษะที่ตลาดต้องการมากที่สุดในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น ความหลากหลายของวิชาเอก ซึ่งมัดรวมวิชาเอกที่ทันสมัยไว้ อย่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์, การเงินและการลงทุน, การตลาด, ธุรกิจระหว่างประเทศ, การจัดการธุรกิจบริการ และการประกอบการธุรกิจ สามารถตอบโจทย์เทรนด์โลกได้เร็วกว่า ทั้งยังมี Soft Skills + Hard Skills เป็นสาขาที่เน้นการลงมือทำจริง (Project-based) การเจรจาต่อรองและการคิดเชิงกลยุทธ์ เป็นภาพลักษณ์ที่คณะวิทยาการจัดการต้องการนำเสนอเพื่อดึงดูดภาคเอกชนมาเป็นพันธมิตรในหลากหลายบริบท การสร้าง Network คณะใช้สาขานี้ในการดึงตัวศิษย์เก่าหรือผู้บริหารเก่ง ๆ มาเป็นวิทยากร ทำให้เกิดภาพลักษณ์ของความทันสมัยและคอนเนกชันที่เข้มข้น        

        บัญชี (Accounting) "จุดขายเรื่องความเชื่อมั่น" แม้บริหารธุรกิจจะเป็นจุดขายด้านการตลาด แต่ บัญชี คือจุดขายด้าน "คุณภาพทางวิชาการ" ไม่ว่าจะเป็น ใบประกอบวิชาชีพ บัญชีเป็นวิชาชีพเฉพาะทางที่ต้องมีการรับรองตามกฎหมาย ความแข็งแกร่งของหลักสูตรบัญชีจึงเป็นตัวสะท้อนว่าคณะ "มีมาตรฐานสูง" Automation & AI : ปัจจุบันจุดขายของบัญชีในคณะวิทยาการจัดการคือการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Accounting ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของคณะให้ดูเป็นสาย Tech (Technology) มากขึ้น   

       เศรษฐศาสตร์ (Economics) "จุดขายด้านมันสมองและวิสัยทัศน์" เศรษฐศาสตร์อาจจะดูเป็นวิชาการจ๋า แต่ในปัจจุบันถูกนำมาเป็นจุดขายในแง่ของ Data Science & Policy ไม่ว่าจะเป็น Big Data Analytics : การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคด้วยเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) กลายเป็นเครื่องมือทรงพลังของธุรกิจยุคใหม่ Strategic Thinking : สาขานี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้คณะดูเป็น "Think Tank" หรือแหล่งบ่มเพาะนักคิดระดับมหภาค เมื่อเปรียบเทียบจุดขาย สาขาวิชา บทบาทที่เป็นจุดขายและทำไมถึงสำคัญในปัจจุบัน บริหารธุรกิจ สร้างรายได้ ผลักดันนวัตกรรมและปรับตัวตามตลาดเร็วที่สุด บัญชี สร้างความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และระบบระเบียบทางธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ ให้มุมมองภาพกว้าง การพยากรณ์ และความเข้าใจเชิงลึกในกลไกตลาด  

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา กล่าวว่า “ถ้าถามว่าทำไม บริหารธุรกิจถึงเป็นเบอร์ 1 ในแง่จุดขาย เพราะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว ความสามารถในการบูรณาการ คือคำตอบ บริหารธุรกิจมักจะหยิบยืมความแม่นยำจากบัญชี และตรรกะจากเศรษฐศาสตร์ มาผสมกันเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจที่ทำเงินได้จริง จึงทำให้เป็นสาขาที่ดึงดูดความสนใจจากทั้งนักศึกษาและภาคธุรกิจได้มากที่สุด อนาคตของศาสตร์ด้านวิทยาการจัดการ (Management Science) ในปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่การบริหารคนหรือทรัพยากรแบบเดิมอีกต่อไปแต่คือการบริหารความชาญฉลาดและการปรับตัว (Managing Intelligence & Resilience) ท่ามกลางวิกฤตจำนวนนักศึกษาที่ลดลงและการแข่งขันที่สูงขึ้น นี่คือบทวิเคราะห์และแนวทางการบริหารคณะให้อยู่รอดและยืนหนึ่ง ในใจเด็กยุคใหม่

       ในฐานะของคณบดีวิทยาการจัดการมองอนาคตศาสตร์ที่เปลี่ยนไปในปี 2026 ว่า อนาคตของวิทยาการจัดการจะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลัก AI-Driven Decision Making : วิทยาการจัดการจะไม่ใช่การใช้ "สัญชาตญาณ" แต่คือการใช้ AI และ Big Data มาช่วยตัดสินใจ สาขาบัญชีจะกลายเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Advisor) และเศรษฐศาสตร์จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) Hyper-Personalization : ในแง่การบริหารธุรกิจ การตลาดแบบหว่านแหจะตายไป แต่จะเน้นการตอบโจทย์ "ระดับบุคคล" ทั้งในแง่สินค้าและบริการ Sustainability & ESG : ศาสตร์การจัดการยุคใหม่ต้องมีหัวใจเป็นความยั่งยืน (Green Management) ธุรกิจที่ไม่แคร์สิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลจะไม่มีที่ยืนในตลาดโลก

       “กลยุทธ์การบริหารคณะให้อยู่รอด และเติบโต หากต้องการดึงดูดเด็กเข้ามาเรียนให้ได้มากที่สุด คณะต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก สถาบันการศึกษา เป็น แพลตฟอร์มการสร้างอนาคต โดยใช้แนวทางการปรับตัวของหลักสูตร (Product Transformation) เช่น Modular Learning : เลิกบังคับเรียน 4 ปี ในรูปแบบเดิม แต่ให้แบ่งวิชาเป็นโมดูลเล็ก ๆ ที่เรียนจบแล้วได้รับรองทันที เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปสมัครงานพาร์ทไทม์หรือทำธุรกิจได้ตั้งแต่ปี 1 Cross-Disciplinary Major : เลิกแยก "บัญชี-บริหาร-เศรษฐศาสตร์" ออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่สร้างวิชาเอกใหม่ เช่น บัญชีดิจิทัลเพื่อสตาร์ทอัพ หรือ เศรษฐศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล AI การตลาดเชิงรุก Search Everywhere Optimization (SEO 2.0) : เด็กยุค 2026 ไม่ได้หาข้อมูลแค่ใน Google แต่หาใน TikTok, YouTube และถาม AI อย่าง Gemini/ChatGPT คณะต้องทำคอนเทนต์ในรูปแบบคำถาม-ตอบ Frequently Asked Questions คือ คำถามที่พบบ่อย และวิดีโอสั้นที่แสดงให้เห็นชีวิตจริง ในคณะ Authentic Voice : ใช้นักศึกษาปัจจุบัน เป็น Influencer เลิกใช้ภาพกราฟิกสวยหรูที่ดูปลอม แต่ใช้คลิปรีวิวการเรียนจริง แก้ปัญหาจริง และความสำเร็จในการหางานทำ การมีงานทำของนักศึกษาปัจจุบันและของบัณฑิตที่จบไปแล้ว การสร้าง "Outcome" ที่จับต้องได้ (Student Success) : Industry Partnership 4.0 : คณะต้องไม่ใช่แค่ส่งนักศึกษาไปฝึกงาน แต่ต้องร่วมผลิต หลักสูตรกับบริษัทชั้นนำ ใครเรียนจบหลักสูตรนี้การันตีการสัมภาษณ์งานหรือได้โควตาพิเศษ Incubator Center : เปลี่ยนคณะให้เป็นพื้นที่ Co-working space ที่นักศึกษาสามารถมาเริ่มทำธุรกิจจริงได้ตั้งแต่ตอนเรียน โดยมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษา (Business Coach)

       คณบดีคณะวิทยาการย้ำว่า วิทยาการจัดการจะอยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะเป็นคณะที่เก่าแก่ที่สุดหรือดังที่สุด แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ว่า เรียนจบไปแล้วเด็กจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไรในโลกที่ AI ทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบหมด

        ในส่วนคณะวิทยาการจัดการมีการจัดการเรียนการสอนที่รับประกันได้ว่าเด็กจบออกมาแล้วจะเป็นมืออาชีพตามวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยได้อย่างไร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชุติมา คล้ายสังข์กล่าวว่า

       “สิ่งที่การันตีว่านักศึกษาจบมาแล้วจะเป็น "มืออาชีพ" ในยุค 2026 นั้นคณะวิทยาการจัดการได้เปลี่ยนบทบาทจาก โรงเรียนสอนทฤษฎี มาเป็น Business Incubator & Accelerator ซึ่งโครงสร้างการจัดการเรียนการสอน 5 มิติที่จะสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ปกครองและตลาดแรงงาน ประกอบด้วย การเรียนรู้แบบ Project-Based Learning เราจะไม่เรียนแยกวิชาแบบแห้ง ๆ แต่จะเรียนผ่าน ปรากฏการณ์ธุรกิจจริง บูรณาการ 3 ศาสตร์ เข้าด้วยกันนักศึกษาจะได้ทำโปรเจกต์เดียวที่ต้องใช้ทั้ง บัญชี บริหารธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์, Business Sandbox คณะมีเงินทุนจำลองหรือพื้นที่ให้นักศึกษาได้ลอง "ทำจริง เจ็บจริง" ในการทำธุรกิจจำลองภายใต้การดูแลของอาจารย์และ Mentor จากภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันคณะได้มีธุรกิจจำลองให้นักศึกษาได้เรียนรู้จริง ๆ ระบบ "Dual Mentorship" (อาจารย์ + ผู้เชี่ยวชาญ) เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เรียนไม่ล้าสมัย นักศึกษาจะได้รับการดูแลจากครู 2 ประเภททั้ง Academic Mentor อาจารย์ประจำที่ดูแลเรื่องฐานคิด ตรรกะ และทฤษฎีที่แข็งแกร่ง Industry Mentor ผู้บริหาร/เจ้าของธุรกิจตัวจริงที่มาประกบกลุ่มนักศึกษา เพื่อให้ Feedback แบบที่โลกการทำงานจริงเขาใช้กัน การันตีด้วย Professional Certifications ในยุคนี้แค่ใบปริญญาอาจไม่พอ คณะต้องบรรจุการสอบ ใบเซอร์ฯ ระดับสากล ไว้ในหลักสูตร เช่น บัญชีเตรียมความพร้อมสู่ CPA (Certified Public Accountant) หรือใบเซอร์ด้าน Digital บริหารธุรกิจ ใบเซอร์จาก Google Analytics, Meta Blueprint เศรษฐศาสตร์/การเงิน พื้นฐานความรู้สู่ CFA (Chartered Financial Analyst)  หรือใบเซอร์ด้าน Data Analytics Work-Integrated Learning (WIL) แบบเข้มข้น ไม่ใช่แค่การฝึกงาน 3 เดือนตอนเรียนปี 4 แต่คือการ "ทำงานไปเรียนไป" ตลอดหลักสูตร เช่น Co-operative Education การส่งนักศึกษาไปทำงานในสถานประกอบการจริงเป็นเวลา 1 เทอมเต็ม (หรือมากกว่า) โดยมีโจทย์จากบริษัทให้นักศึกษาต้องกลับมาแก้ Micro-Internship การรับงาน Freelance หรือโปรเจกต์สั้น ๆ จากภาคเอกชนมาทำในห้องเรียน เพื่อสะสมเป็น Portfolio ตั้งแต่ปี 1-2 การประเมินผลด้วย "Competency-Based Assessment" เลิกสอบวัดความจำแบบกากบาท 100% แต่เปลี่ยนเป็นการวัด "สมรรถนะ" Pitching Defense การสอบจบต้องเป็นการ "ขายไอเดียธุรกิจ" หรือ "นำเสนอทางแก้ปัญหาให้บริษัท" ต่อหน้าคณะกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอก Soft Skills Tracking มีการให้คะแนนทักษะการเป็นผู้นำ, การสื่อสาร, และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Critical Thinking) ซึ่งเป็นหัวใจของความเป็นมืออาชีพ

        คณบดีวิทยาการจัดการกล่าวว่า สำหรับสาขาที่เปิดการเรียนการสอนของคณะในขณะนี้ กล่าวได้ว่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจปัจจุบัน สาขาวิชาที่ถือว่า "แข็งแกร่งที่สุด" และเป็นเสาหลักสำคัญของคณะมาโดยตลอดคือ "สาขาวิชาการบัญชี"

       เหตุผลที่ทำให้เชื่อมั่นว่าสาขาวิชาบัญชีมีความแข็งแกร่งและโดดเด่นที่สุดคือ เป็นวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรอง ความแข็งแกร่งอย่างแรกคือ "การบัญชี" ไม่ใช่แค่ทักษะทั่วไป แต่เป็นวิชาชีพเฉพาะทางที่ต้องมีใบอนุญาตและมีกฎหมาย (พ.ร.บ. การบัญชี) ควบคุมชัดเจน ทำให้นักศึกษาที่จบสาขานี้มี "กำแพงวิชาชีพ" ที่ช่วยป้องกันการเข้ามาทดแทนจากสาขาอื่นได้ยากกว่าสาขาวิชาบริหารธุรกิจทั่วไปและเป็นตำแหน่งที่ทุกองค์กรต้องมีตามกฎหมาย อัตราการได้งานทำสูงและมีความต้านทานต่อวิกฤต ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง ธุรกิจยังคงต้องการนักบัญชีเพื่อจัดทำงบประมาณ ตรวจสอบความถูกต้องและวางแผนภาษี

       จากสถิติพบว่านักศึกษาบัญชีของคณะวิทยาการจัดการ มักจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกจองตัวเข้าทำงานก่อนเรียนจบหรือได้งานทำทันที 100% ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนความแข็งแกร่งของหลักสูตรได้ดีที่สุด การปรับตัวเข้าสู่ Digital Accounting หลักสูตรบัญชีในปัจจุบันไม่ได้สอนแค่การลงบัญชีในกระดาษ แต่มีการบูรณาการใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (เช่น SAP, Cloud Accounting) และการใช้ Data Analytics มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน สิ่งนี้ทำให้ศิษย์เก่าของเรามีความเป็น "นักบัญชียุคใหม่" ที่เข้าใจทั้งตัวเลขและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ตลาดแรงงานระดับสูงต้องการ มาตรฐานหลักสูตรและการรับรองคุณภาพ ความเชื่อมั่นเกิดจากกระบวนการผลิตบัณฑิตที่เข้มข้น มีการสอบวัดความรู้ที่เป็นมาตรฐานและมีคณาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ Certified Public Accountant มาถ่ายทอดประสบการณ์จริง ทำให้ชื่อเสียงของ "นักบัญชีสวนสุนันทา" เป็นที่ยอมรับในเรื่องของ "ความอดทน ความซื่อสัตย์ และทักษะการปฏิบัติงานที่ทำได้จริง" เป็นรากฐานของทุกศาสตร์การจัดการ ในมุมมองการบริหาร ถ้าเปรียบธุรกิจคือร่างกาย "การบัญชี" คือระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาทที่คอยรายงานสุขภาพของบริษัท ผู้ที่จบการบัญชีสามารถต่อยอดไปเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือแม้แต่ ผู้บริหารระดับสูง ได้อย่างแข็งแกร่งกว่าศาสตร์อื่น ๆ เพราะเข้าใจ “ตัวเลข” ซึ่งเป็นภาษาหลักของธุรกิจ

สาขาวิชาการบัญชีเป็นศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่าง "ความคลาสสิกของมาตรฐานวิชาชีพ" เข้ากับ "ความทันสมัยของเทคโนโลยี" ได้อย่างลงตัวที่สุด

เป็นสาขาที่เป็นเครื่องพิสูจน์คุณภาพทางวิชาการของคณะวิทยาการจัดการสู่สาธารณะได้อย่างชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน

 

จากดินสู่ดาว :

ชีวิตมหัศจรรย์

ของชุติมา คล้ายสังข์

          จากเด็กหญิง “ดาว” ชุติมา เด็กหญิงร่างเล็กจากปักษ์ใต้ จังหวัดกระบี่ ที่ไม่มีต้นทุนชีวิตที่สูงส่ง เส้นทางชีวิตในแต่ละย่างก้าวจึงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ด้วยความฝันไฝ่ฝันที่จะมีชีวิตที่สวยงาม จึงตามเพื่อน ๆ เข้ากรุงเทพมาเรียนปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

        สำเร็จการศึกษาในปี 2542 ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานที่ รั้วสวนสุนันทา และที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต

        เริ่มต้นจากวุฒิปริญญาตรี ด้วยเงินเดือนอัตราชั่วคราว ตำแหน่งบริหารงานทั่วไป 3,500 บาท น้อยมากในขณะนั้น (ตอนนั้นปริญญาตรี เงินเดือน 6,370 บาท) แต่ก็คิดว่าทำไปเถอะเด็กจบใหม่ ทำงานได้ 1 ปี มีการเปิดรับเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปสังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าสมัครสอบแข่งขัน ปรากฏว่าสอบได้จึงเปลี่ยนตำแหน่งเป็นสายสนับสนุนวิชาการที่มีฐานะมั่นคงขึ้น

         ในตำแหน่งนี้ ถือว่า ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่คือ "โรงเรียนชีวิต" ที่เริ่มเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร การประสานงาน และที่สำคัญที่สุดคือการได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่และมิตรภาพจากเพื่อนร่วมงาน

        ด้วยความมุ่งมั่น ขยัน อดทนและมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม จึงได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตคือการได้รับทุนการศึกษาจากหน่วยงานเพื่อกลับไปเรียนต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่เดิม การได้รับทุนครั้งนี้เปรียบเสมือนรางวัลของความกตัญญูต่อหน้าที่ เมื่อเรียนจบก็ได้รับโอกาสครั้งใหญ่ในการสอบปรับตำแหน่งมาเป็น “สายวิชาการ” เป็นอาจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการ

       เส้นทางของวิชาชีพ "อาจารย์" มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นทำผลงานวิชาการ จนกระทั่งเป็น “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” พร้อมกันนั้น ก็ศึกษาปริญญาเอกนอกเวลาด้านบริหารธุรกิจที่สวนสุนันทาไปพร้อม ๆ กัน ใช้เวลา 3 ปีเศษ ๆ ก็สำเร็จการศึกษา กลายเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา คล้ายสังข์ อย่างเต็มภาคภูมิ เป็นเหมือนดั่งฝันที่มุ่งมั่นและทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อให้ได้มา

        และก็ทำได้สำเร็จในที่สุด พิสูจน์ให้เห็นว่า หากตั้งใจจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่คนเราจะทำไม่ได้

       ในเส้นทางบริหาร ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาการตลาด ก่อนที่จะผงาดขึ้นสู่ตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาการจัดการในวันนี้

       ใช้เวลาในการทำงานที่สวนสุนันทา จากสายสนับสนุนวิชาการ 13 ปี และสายวิชาการ 11 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จ กลายเป็นคณบดีในคณะที่ยิ่งใหญ่คณะหนึ่งในสวนสุนันทา

        เวลาเพียง 1 ปีในตำแหน่งคณบดี ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ตัวเล็กแต่ใจใหญ่" ผลงานของคณะวิทยาการจัดการภายใต้การนำของคณบดีดาวก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด ได้รับคะแนนประเมินการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในปีล่าสุดให้เป็นอันดับ 1

        เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตที่มีสีสันและน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง...อัศจรรย์ใจมาก หากย้อนเส้นทางชีวิตไปยังจุดเริ่มต้นนับจากวันที่เดินทางจากจังหวัดกระบี่สู่กรุงเทพมหานคร

เป็นชีวิตจากดินสู่ดาวอย่างแท้จริง

ผศ.ดร.ชุติมา คล้ายสังข์

เรียบเรียงโดย

ณัฐวลัญช์ วังนิล

คำค้นหา:บริหาร, คณะ, มหาวิทยาลัย, การจัดการ
แชร์เรื่องนี้: