ตำนาน “แม่นากพระโขนง” ได้รับความสนใจและกล่าวขานในแง่มุมต่าง ๆ มาหลายยุคหลายสมัย โดยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเรื่องราวแม่นากเริ่มต้นเมื่อใด จริงหรือไม่ เพียงแต่เชื่อกันว่าน่าจะเริ่มปลายรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4 และมีเค้าโครงเรื่องจริง เรื่องราวยังเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
สิ่งที่เป็นลักษณะเด่นและเป็นเสน่ห์ของเรื่องแม่นาก น่าจะอยู่ที่การมีโครงเรื่องแบบโศกนาฏกรรมความรักระหว่างสามีภรรยาซึ่งเป็นเรื่องสามัญที่มนุษย์เข้าถึงได้ง่าย การนำเสนอวิถีชีวิตที่แปลกประหลาดท้าทายการรับรู้เดิม เช่น วิญญาณแม่นากกลับมาอยู่กับสามีทั้งที่เสียชีวิตไปแล้ว การนำเอาความเชื่อและคติชนมาประกอบเรื่อง เช่น การปราบผี การเอาวิญญาณลงหม้อถ่วงน้ำ การอ้างอิงบุคคลจริงมาประกอบเรื่อง เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์โต หรือการใช้อนุภาคที่คุ้นชิน เช่น การยืดแขนเก็บมะนาว การรอคอยสามีที่ท่าน้ำ
เรื่องแม่นากถูกดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ ละครเวที และภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ในด้านภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากตำนานแม่นากและได้รับการตอบรับจากผู้ชมอย่างดียิ่ง คือ เรื่อง นางนาก ในปี 2542 นำแสดงโดย วินัย ไกรบุตร และทราย เจริญปุระ ต่อมาในปี 2556 ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกครั้งในชื่อว่า พี่มาก..พระโขนง นำแสดงโดยมาริโอ เมาเร่อ และดาวิกา โฮร์เน่ เป็นผลงานสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จด้านรายได้ หากยังสร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและทางวิชาการในด้านการตีความหมายเรื่องราวตำนานแม่นากใหม่
การศึกษาเรื่องแม่นากที่ผ่านมามุ่งเน้นมิติความเชื่อเรื่องผี ความรักระหว่างชายหญิง และบริบททางวัฒนธรรมเป็นหลัก ในขณะที่มิติความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่ต้องประสบกับความสูญเสีย การพลัดพราก ความตาย และการล่มสลายของครอบครัว จนกลายเป็นผู้มี “บาดแผล” [1] ยังมีผู้ศึกษาไม่มากนัก ทั้งที่มิติดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดพฤติกรรม แรงจูงใจ และการตัดสินใจของตัวละคร
การกลับมาของผีแม่นากมิได้เป็นเพียงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ หากแต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของบาดแผลจากการสูญเสียลูกและสามี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้หญิงในสังคมสมัยนั้น บาดแผลดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นสภาวะความทุกข์ ความโหยหา ความไม่อาจยอมรับความสูญเสีย รวมทั้งการต่อสู้หรือเยียวยาบาดแผลของผู้มีบาดแผลและผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อมโยงกับจิตวิทยา สตรีนิยม และวัฒนธรรมศึกษาด้วย “บาดแผล” จึงเป็นหัวใจของการดำเนินเรื่อง การกำหนดบทบาทตัวละคร และการขับเคลื่อนโครงเรื่อง
บทความนี้ชวนคิดในประเด็น “บาดแผล” ของแม่นากและพี่มาก ที่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของเรื่อง บทบาทตัวละคร โครงเรื่อง และยังสะท้อนโครงสร้างสังคมแบบปิตาธิปไตยของไทย เพื่อขยายมุมมองเกี่ยวกับเรื่องแม่นากพระโขนง โดยใช้ภาพยนตร์เรื่อง นางนาก ปี 2542 และเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ปี 2556 เป็นตัวบทชวนคิด
ภาพยนตร์เรื่อง นางนาก และ พี่มาก..พระโขนง มีโครงเรื่องหลักคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ พี่มากไปรบ นางนากคลอดลูกตายทั้งกลม วิญญาณของนางยังคงผูกพันและไม่ยอมจากสามีไป อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 เรื่องมีตอนจบต่างกัน เรื่องนางนาก เมื่อพี่มากทราบว่านางนากเสียชีวิตแล้ว นางออกมาหลอกชาวบ้านจนคนหวาดกลัว ต่อมาสมเด็จพระพุฒาจารย์โตเข้ามากำราบ ทำให้พ้นจากความอาฆาตอาวรณ์ พร้อมทั้งสะกดวิญญาณไว้ ในขณะที่เรื่อง พี่มาก..พระโขนง พี่มากกับแม่นากได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แม้ว่าแม่นากจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม สร้างความแปลกใหม่ที่ท้าทายการรับรู้แบบเดิม
ทั้ง 2 เรื่องปรับเปลี่ยนภาพนางนากที่ดูเป็นผีร้าย ฆ่าหักคอคนให้กลายเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตจิตใจ มีเหตุมีผล มีที่มาของการกระทำ และมีมิติทางอารมณ์และศีลธรรม ความเป็นผีของแม่นากถูกอธิบายผ่านชะตากรรมของหญิงที่น่าสงสาร เสียชีวิตจากการคลอดบุตร และนางต้องการรักษาครอบครัวไว้จึงไม่ไปไหน
“บาดแผล” ของพี่มากกับการกลับมาของแม่นาก
ลักษณะสำคัญของผู้มีประสบการณ์บาดแผลคือมักจะยัง “ไม่รู้” หรือยัง “ไม่เข้าใจ” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดในทันที เนื่องจากเป็นเหตุการณ์กะทันหันหรือเกินคาดคิด ดังที่ เคธี คารูธ (Cathy Caruth) ศาสตราจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษและวรรณคดีเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) กล่าวถึง “บาดแผล” (trauma) ไว้ในหนังสือ Unclaimed Experience: Trauma, Narrative, and History (1996) อย่างน่าสนใจว่า เป็นสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจหรือรับรู้ได้ในทันที และจะกลับมาหลอกหลอนในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เราอาจต้องฟังเสียงอ้างอิง เผชิญหน้ากับเรื่องราวของอดีต เพื่อให้รับรู้ เข้าใจและยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
บาดแผลของพี่มากไม่ได้เริ่มต้นจากการสูญเสียของคนในครอบครัว หากเริ่มตั้งแต่ตอนเป็นทหารที่ต้องต่อสู้กับข้าศึกในสงคราม ในเรื่อง นางนาก ฉายภาพพี่มากเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากสงคราม ต้องเห็นเพื่อนสนิทเสียชีวิต เห็นศพเกลื่อนกราด การไปรบทำให้พี่มากต้องพลัดพรากจากภรรยาอันเป็นที่รักในขณะกำลังตั้งครรภ์ ความสูญเสียนี้เกิดขึ้นขณะที่พี่มากไม่อยู่บ้าน ไม่รับรู้เหตุการณ์ เมื่อรอดกลับมา จึงยังไม่ทราบว่าคนรักเสียชีวิตไปแล้ว
บาดแผลของพี่มากมาจากความตายของแม่นากและลูกอย่างกะทันหันและเกินคาดคิด การใช้ชีวิตอยู่กับผีแม่นากโดยที่ไม่ทราบว่านางเสียชีวิตไปแล้วนั้น สะท้อนบาดแผลที่ยังไม่ถูกรับรู้ (unclaimed experience) นำไปสู่การปฏิเสธความจริงและการยอมรับ การที่พี่มากและผีแม่นากกลับมาใช้ชีวิตตามปกติซ้ำ ๆ หรือเสียงโหยหวนเรียกสามี “พี่มากจ๋า..........” ที่ทอดเสียงยาวจนน่าขนลุกและปรากฏบ่อย ๆ นั้น สื่อให้เห็นว่าบาดแผลนั้นกลับมาหลอกหลอน (haunting) ในขณะเดียวกันทำให้พี่มากได้กลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลด้วย การกลับมาของแม่นากจึงเป็นกระบวนการทำให้พี่มากเผชิญหน้ากับความจริง นำไปสู่การเข้าใจเรื่องราวและยอมรับ ดังจะเห็นว่าในที่สุดพี่มากรับรู้และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
การรับรู้และเข้าใจบาดแผลมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความสูญเสียที่เกิดขึ้น จะเห็นว่า มีเพื่อนและชาวบ้านพยายามจะบอกความจริงด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ในเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ใช้การทายคำ ไม่มีใครกล้าบอกตรง ๆ การไม่บอกไปตรง ๆ สะท้อนว่าเรื่องบาดแผลไม่สามารถสื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมา (unspeakable) จึงต้องใช้วิธีการอื่นแทน การที่พี่มากไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองรวมถึงที่ชาวบ้านพยายามบอกเป็นเพราะประสบการณ์บาดแผลไม่อยู่ในโครงสร้างการรับรู้ทั่วไป การรับรู้ความจริงจึงเกิดขึ้นจากวิธีอื่นหรือผัสสะอื่น เช่นการเห็นมือยาวของแม่นากเอื้อมมาเก็บลูกมะนาว หรือในเรื่อง นางนาก เสียงของพระอาจารย์ดังสะท้อนในหัวทำให้พี่มากมองลอดหว่างขา จึงได้พบความจริงว่าบ้านที่อาศัยอยู่รกร้างว่างเปล่า พี่มากจึงรับรู้ว่าเมียรักตายไปแล้ว
ท้ายเรื่อง นางนาก และ พี่มาก..พระโขนง นำเสนอการเยียวยาบาดแผลของพี่มากต่างกัน
เรื่อง นางนาก พี่มากเลือกดึงเอากรอบทางศาสนาเป็นทางออก โดยออกบวชอุทิศส่วนกุศลให้นางนาก สะท้อนการชำระล้างบาดแผลโดยใช้ความเชื่อทางศาสนา ได้แก่ ความเชื่อเรื่องเวรกรรมและการปล่อยวาง มาอธิบายความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับตนและปลดพันธนาการของบาดแผล ส่วนเรื่อง พี่มาก..พระโขนง เรื่องจบด้วยการที่พี่มากและแม่นากได้กลับมาอยู่ด้วยกัน สะท้อนการรับรู้บาดแผลและเรียนรู้ที่จะอยู่กับบาดแผลอย่างปกติสุข ซึ่งทำให้เห็นว่าการยอมรับความสูญเสียไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยตัดขาดเสมอไป
แม่นากจากหญิงสาวธรรมดาสู่ผีร้ายในตำนาน
เรื่อง นางนาก และเรื่อง พี่มาก..พระโขนง นำเสนอให้เห็นว่าบาดแผลของแม่นากไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้ว่าตนเสียชีวิต หากแต่อยู่ที่การไม่อาจยอมรับการสูญเสียสายสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของชีวิตแบบกะทันหันของหญิงสาว จากที่เคยปรนนิบัติดูแลสามี ดูแลบ้าน เมื่อสามีไปร่วมรบ นางอุ้มท้องรอคอยสามีกลับมาบ้านอยู่ที่ท่าน้ำ หวังว่าจะใช้ชีวิตกับสามีอย่างเดิม
ในขณะที่แม่นากเสียชีวิต สามีอันเป็นที่รักของนางไม่อยู่ นางตายทั้งกลมอย่างกะทันหันไปพร้อมกับความโดดเดี่ยวและความปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกับสามี การกลับมาใช้ชีวิตเป็นปรกติซ้ำ ๆ เช่น ทำอาหาร ทำงานบ้าน ปรนนิบัติสามี จึงสะท้อนการหลอกหลอนของบาดแผลดังกล่าว และเป็นการทำซ้ำเพื่อพยายามเอาอดีตที่ตัดไม่ขาดกลับคืนมา ทำให้เห็นว่าโลกของบาดแผลแยกไม่ขาดกับโลกปัจจุบัน
ความตายของแม่นากไม่เพียงเป็นการสูญเสียสายสัมพันธ์กับสามี หากยังสูญเสียบทบาทความเป็นแม่ไปพร้อมกันด้วย บาดแผลของแม่นากจึงเป็นบาดแผลเชิงซ้อน การที่ผีแม่นากยังคงกลับมาเลี้ยงลูก “เจ้าแดง” สื่อให้เห็นความพยายามกลับมาเป็นแม่ ซึ่งเป็นความหลอกหลอนของบาดแผลเช่นกัน
การไม่เข้าใจและยอมรับความสูญเสียทำให้นางเริ่มกลายเป็นผีร้าย ฆ่าชาวบ้านที่พยายามจะเปล่งเสียงบอกความจริงแก่พี่มาก เพราะพวกเขาเป็นประจักษ์พยานความตายของนาง และการที่พี่มากรับรู้ความตายของนางจะเป็นการทำให้สายสัมพันธ์แบบเดิมกลับมาอีกไม่ได้
ภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่อง ไม่ได้ให้เพียงภาพบาดแผล หากนำเสนอให้เห็นภาพการเยียวยาบาดแผลของแม่นาก ทั้งยังสื่อว่าฝ่ายชายเป็นผู้กำหนดการรับรู้ความจริง จะเห็นว่า แม่นากพยายามไม่ให้สามีทราบว่านางตายไปแล้ว ด้วยการกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และกำจัดคนที่จะบอกความจริง ทั้งนี้เพราะการรู้ความจริงของพี่มากจะเป็นดังเสียงสะท้อนทำให้แม่นากต้องรับฟังและยอมรับความตายของตน ซึ่งในที่สุดพอแม่นากรู้ว่าพี่มากทราบความจริงแล้ว แม้นางจะเจ็บปวดแต่ความหลอกหลอนของบาดแผลค่อย ๆ หายไปด้วย และสุดท้ายนำไปสู่การปลดปล่อยพันธนาการของบาดแผล นางเข้าใจและยอมรับความสูญเสียดังกล่าว ด้วยการยอมให้พระพุฒาจารย์ปลดปล่อยความอาลัยอาวรณ์ดังปรากฏในเรื่อง นางนาก ส่วนเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ให้ภาพอีกด้าน คือเมื่อทราบความจริง พี่มากยังคงยินดีใช้ชีวิตอยู่กับนาง ค่อย ๆ เรียนรู้และยอมรับ ซึ่งสะท้อนการรับฟัง “เสียง” ความเจ็บปวดของแม่นากและยังปลดปล่อยนางด้วยการยินดีสานต่อความปรารถนาในความเป็นเมียและแม่
แม่นากควรกลับมาหรือจากไปแล้วจากไปเลย
หากพิจารณาเชิงลึก บาดแผลของแม่นากถูกยึดโยงกับความเป็นเมียและแม่ภายใต้กรอบปิตาธิปไตย จะเห็นว่าทั้งเรื่อง นางนาก และ พี่มาก..พระโขนง วางโครงเรื่องให้แม่นากเสียชีวิตจากการคลอดบุตร การเสียชีวิตนี้สะท้อนความล้มเหลวของผู้หญิงในการทำหน้าที่เมียและแม่ ทั้งในแง่การให้กำเนิดทายาทและการรักษาความเป็นครอบครัว ขณะเดียวกันยังสะท้อนว่าผู้หญิงไม่สามารถดูแลปกครองตนได้เมื่อฝ่ายชายไม่อยู่ ความตายของแม่นากจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์โศกนาฏกรรม หากเป็นการลงโทษเชิงสัญลักษณ์ต่อผู้หญิงที่ล้มเหลว ไม่สามารถดูแลตนเองได้
การที่ตัวตนของแม่นากผูกอยู่กับความเป็นเมียและแม่ เมื่อล้มเหลวจึงทำให้นางกลาย “เป็นอื่น” (the Other) จากขนบจารีตและอุดมคติของครอบครัว ตลอดจนสายสัมพันธ์ชุมชนที่อาศัยอยู่ และเป็นบาดแผลของความเป็นหญิงในขนบ การกลับมาของผีแม่นากสะท้อนการต่อสู้กับ “ความเป็นอื่น” เพื่อกลับมาเป็นแม่และเมียที่ดี และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเพื่อเยียวยาบาดแผลของตนเอง แต่ดูเหมือนว่านางไม่อาจแก้ตัวได้ ในเรื่อง นางนาก นางจึงต้องถูกสะกดวิญญาณ ซึ่งเหมือนเป็นการทำให้ตายซ้ำสอง เพื่อให้กลายบทเรียนและตัวอย่างให้หญิงรุ่นต่อไป ปั้นเหน่งที่สกัดออกมาจากกะโหลกหน้าผากเป็นดังการตีตราความผิดและสัญลักษณ์ของตราบาป
ในเรื่อง นางนาก การถูกสะกดวิญญาณสัมพันธ์กับอำนาจของศาสนาและความเป็นชายในการเข้ามากำกับสถานภาพและศีลธรรมของผู้หญิง อำนาจดังกล่าวเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ครัวเรือนและชุมชนอย่างเข้มข้น ชี้เป็นชี้ตายได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การเข้ามากำจัดวิญญาณจึงเป็นดังการฟื้นฟูระบบระเบียบทางศีลธรรมและอำนาจของเพศชาย ทำให้เกิดภาพของการทำให้สิ่งที่ผิดขนบกลับมาถูกขนบ ถูกต้องตามครรลองครองธรรม และทำให้ชุมชนเข้าสู่ภาวะปกติภายในโครงสร้างเดิม
อย่างไรก็ดี การที่สามารถกำจัดวิญญาณนางนากได้ ด้านหนึ่งอาจสะท้อนชัยชนะของฝ่ายชายในระบบปิตาธิปไตย หากแต่อีกด้านหนึ่งกลับสะท้อนความกลัวของฝ่ายชายในการสูญเสียอำนาจควบคุม ระเบียบทางสังคม ความเป็นเหตุเป็นผล หรือความกล้าหาญอย่างชายชาติทหารอย่างพี่มากตามโครงสร้างของสังคมแบบชายเป็นใหญ่ นางนากจึงต้องถูกปราบ ผีแม่นากจึงเป็นสิ่งที่เข้าไปสั่นคลอนอำนาจปิตาธิปไตยด้วย
สำหรับเรื่อง พี่มาก..พระโขนง จะเห็นความพยายามกลับมาเป็นเมียและแม่ของแม่นากเช่นเดียวกับเรื่อง นางนาก แต่ตอนจบเรื่องต่างกัน เพราะเรื่องนี้พี่มากกับแม่นากได้กลับมาอยู่ด้วยกัน การปรับเปลี่ยนตอนจบเรื่องเช่นนี้ชวนให้เกิดประเด็นขบคิดมากมาย ในด้านหนึ่ง อาจตีความได้ว่าแม่นากสามารถเยียวยาบาดแผลของความล้มเหลวในความเป็นแม่และเมียได้และตัวเองกลับมามีสถานะในครอบครัวอีกครั้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาจสื่อว่าที่เป็นไปเช่นนั้นอาจเพราะด้วยความใจกว้างและเสียสละของฝ่ายชายหรือไม่
ดูเหมือนว่าการนำเสนอเรื่องผู้หญิงในภาพยนตร์ยังคงดำเนินอยู่ในกรอบปิตาธิปไตย และยังแช่แข็งความเป็นเมียและแม่อยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นบาดแผลที่ดูจะยังไม่จบสิ้น ทำให้ชวนคิดว่า หรือแท้จริงแล้ว แม่นากควรจากไปแล้วจากไปเลย เพื่อยืนยันวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของตนเองหรือไม่
“บาดแผล” เรื้อรังที่ยังรักษาไม่หาย
การไปสงครามทำให้พี่มากไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ แม้จะเป็นความจำเป็นและเป็นภารกิจของผู้ชายต่อชาติบ้านเมือง แต่ในด้านครอบครัวถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของผู้นำครอบครัวเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจากไปขณะภรรยาตั้งครรภ์ และตนไม่ได้อยู่ช่วยเหลือขณะกำลังคลอด สุดท้ายแม่นากคลอดลูกตายทั้งกลม ความตายของแม่นากจึงเป็นบาดแผลของพี่มากในฐานะผู้ปกครองครอบครัว และเป็นสิ่งที่พี่มากต้องกอบกู้กลับมาเพื่อกลับมามีสถานะผู้ปกครองตามขนบ ดังนั้น ถ้าไม่ปราบแม่นากสิ้นไปก็ต้องทำให้กลับเข้ามาสู่ระบบระเบียบเดิม
ในภาพยนตร์สะท้อนการกู้คืนอำนาจของผู้ชายในฐานะผู้ปกครอง เพื่อทดแทนความ “พลาด” ดังกล่าว ด้วยการให้แม่นากกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับพี่มากอีกครั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ความเป็นเมียและแม่ ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้ง 2 เรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ที่ให้พี่มากทราบแต่แรก ๆ แล้วว่าแม่นากตายไปแล้วแต่พี่มากยังคงยินดีอยู่กับแม่นาก การทำให้ฝ่ายหญิงกลับเข้าสู่ความเป็นเมียและแม่ตามขนบเดิม เป็นการคืนภาพ “ครอบครัวในอุดมคติ” ทั้งยังปรับภาพพี่มากให้เป็นผู้ชายใจกว้าง เป็นสามีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับภรรยา และยกสถานะพี่มากให้เป็นฮีโร่ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องครอบครัว ตอกย้ำความเป็นฝ่ายปกครอง ส่วนเรื่อง นางนาก สะท้อนการกู้คืนอำนาจด้วยการทำให้แม่นากสิ้นฤทธิ์ และให้พี่มากออกบวชในตอนท้ายเรื่อง สร้างภาพพี่มากเป็นผู้ปกครองด้วยการสละชีวิตส่วนตัวเพื่อไปดูแลหญิงที่ตนรักอีกครั้งในอีกรูปแบบหนึ่ง
ดูเหมือนแม่นากกลายเป็นเครื่องมือในการเยียวยาและตอกย้ำระบบชายเป็นใหญ่ ผีแม่นากจึงมิได้สลายไปหากยังคงอยู่ในรูปของปั้นเหน่งดังเช่นในเรื่อง นางนาก และการกลับเข้าไปเป็นเมียและแม่ดังเรื่อง พี่มาก..พระโขนง ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างหญิงและชายภายใต้ขนบเดิม การเยียวยาจึงเกิดขึ้นผ่านการกู้คืนระเบียบเดิม ไม่ว่าจะด้วยการตัดขาดหรือการอยู่ร่วม
แนวคิดเรื่องบาดแผลของคารูธให้ความสำคัญกับบาดแผลที่ยังไม่รับรู้และเกิดขึ้นกะทันหัน เกินคาดคิด ซึ่งใช้กับการอ่านบาดแผลของพี่มากได้อย่างดี แต่อาจไม่ครอบคลุมประสบการณ์บาดแผลของนางนากที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคมแบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันหากเป็นสิ่งที่สั่งสมมาหลายยุคสมัย อาจกล่าวได้ว่า ผีแม่นากไม่ใช่เพียงวิญญาณที่หลอกหลอน หากเป็นสัญลักษณ์ของบาดแผลเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลาย เป็น “บาดแผลเรื้อรังที่ยังรักษาไม่หาย” แม้ภาพยนตร์จะปรับโครงเรื่อง เปลี่ยนโทน หรือทำให้ร่วมสมัย แต่ดูเหมือนยังคงผลิตซ้ำภายใต้กรอบเดิม
เรื่อง นางนาก และ พี่มาก..พระโขนง ไม่ได้เป็นเพียงตำนานโศกนาฏกรรมความรักของชายหญิง หากเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เผยให้เห็นพลวัตของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศและโครงสร้างทางสังคมด้วย
รายการอ้างอิง
Caruth, C. (1996). Unclaimed Experience: Trauma, Narrative, and History. Johns Hopkins University Press.
[1] คำว่า “บาดแผล” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงบาดแผลทางกายหรือความเจ็บปวดทางอารมณ์ทั่วไป แต่หมายถึง เหตุการณ์ที่รุนแรงจนจิตไม่สามารถรับรู้หรือทำความเข้าใจได้ในขณะนั้น เพราะไม่อยู่ในกรอบความเข้าใจหรือการอธิบายในแบบทั่วไปหรือแบบปกติได้ และกลับมาหลอกหลอนภายหลัง ดูเพิ่มเติมใน Caruth, C. (1996). Unclaimed Experience: Trauma, Narrative, and History. Johns Hopkins University Press.

