logo
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญภัส อู่ตะเภา
5 มกราคม 2569

การอาบป่า: ธรรมชาติบำบัดจะนำไปสู่การรักษาโรคแทนยา Forest Bathing: เมื่อป่าเริ่มเข้าสู่ห้องแล็บ

285 อ่าน
3 แชร์

   การอาบป่า Forest Bathing หรือ Shinrin-yoku คือ การใช้เวลาอยู่ในป่าอย่างมีสติและใกล้ชิดธรรมชาติ ภายใต้ร่มไม้สูง ผู้ปฏิบัติจะได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างเต็มที่ เช่น สูดอากาศบริสุทธิ์ สัมผัสดินและพืชพรรณ จุ่มร่างกายในลำธาร หรือพักผ่อนอย่างสงบ ทั้งการนั่งและการนอน มันช่วยสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง  การอาบป่าถูกบันทึกว่าเป็นแนวปฏิบัติที่เริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านการใช้เวลาที่มีคุณภาพในป่าและพื้นที่สีเขียว

   แต่ในอีกซีกโลกหนึ่ง แนวคิดนี้ได้ก้าวเข้าไปสู่ห้องทดลอง เตียงตรวจสุขภาพ และเอกสารทางการแพทย์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งนักวิจัยกำลังมุ่งตอบคำถามสำคัญว่า การใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในธรรมชาติ สามารถเปลี่ยนชีววิทยาและช่วยเยียวยาร่างกายมนุษย์ได้จริงหรือไม่  ในประเทศอังกฤษ มีการจัดตั้ง The Forest Bathing Institute (TFBI) เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้เวลาในธรรมชาติต่อสุขภาพมนุษย์อย่างเป็นระบบ จุดมุ่งหมายสำคัญคือการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์จากทั่วโลก เพื่อยืนยันผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ว่าการอาบป่ามีประสิทธิผลเพียงพอที่จะบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่สามารถสั่งจ่ายผ่านระบบ NHS ได้อย่างถูกต้อง

   ขณะที่โลกตะวันตกกำลังทดลองอย่างเข้มข้น โลกตะวันออกกลับเดินหน้ามานานแล้ว แนวคิด Shinrin-yoku หรือ “การอาบป่า” จากญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง โดย ศาสตราจารย์ชิง ลี Dr. Qing Li แห่งมหาวิทยาลัย Nippon Medical School กรุงโตเกียว ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านนี้ งานวิจัย ของลีศึกษาผู้เข้าร่วมโปรแกรมก่อนและหลังการอาบป่าอย่างละเอียด มีการตรวจวัดความดันโลหิต ชีพจร ตรวจเลือดหาฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล (Cortisol) ระดับภูมิต้านทานประเภท NK Cells รวมทั้งประเมินด้านจิตวิทยา เช่น ความเครียดและอาการซึมเศร้า ผลลัพธ์พบว่าความเครียดลดลง  อารมณ์ดีขึ้น เซลล์ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นความดันและอัตราการเต้นหัวใจลดลง  กล่าวได้ว่าเพียงแค่การเดินเข้าไปในป่า สูดอากาศบริสุทธิ์ และปล่อยให้ธรรมชาติทำงานของมัน ก็ช่วยปรับสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างชัดเจน 

   ในประเทศไทย นพ.สันต์  ใจยอดศิล อดีตศัลยแพทย์หัวใจ ที่สนใจเวชศาสตร์ครอบครัว แล้วผลักดันการเกิดสาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ขึ้นในเมืองไทย ได้บันทึกการอาบป่าและประโยชน์ที่เขาได้รับจากการอาบป่า ว่าคุณหมอทำด้วยวิธีการอย่างไรและที่สุดแล้วรักษาโรคต่างๆ ได้จริงไหม โดยคุณหมอได้บันทึกตอบคำถาม เรื่องการอาบป่าไว้ว่า การวิเคราะห์ผลรวมของงานวิจัยที่คัดเลือกว่าดีแล้ว 22 รายการ จากทั้งหมด 971 รายการ ทั้งแบบเปรียบเทียบระดับฮอร์โมนเครียดก่อนและหลังเดินอาบป่า และแบบเปรียบเทียบฮอร์โมนเครียดระหว่างกลุ่มที่ได้อาบป่ากับกลุ่มที่ไม่ได้อาบป่า ผลวิจัยพบว่า การอาบป่าลดฮอร์โมนเครียดได้เฉลี่ย 0.03 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นการลดได้อย่างมีนัยสำคัญ  p<0.01 งานวิจัยใช้ตัวชี้วัดความเครียดอื่นๆ เช่นใช้ urine epinephrine ใช้ตัวชี้วัดการทำงานระบบหัวใจหลอดเลือด และใช้ แบบสอบถาม 2-7 ก็ได้ผลสอดคล้องกัน ดังนั้นในประเด็นนี้จึงพอสรุปได้แน่ชัดว่าการอาบป่าลดความเครียดได้จริง 

   แล้วเมื่อสนใจ วิธีการ “อาบป่า” เราจะเริ่มต้นมันอย่างไร โดยไม่ต้องรอแพทย์สั่งการผ่านใบสั่งยา 

   ในเวลานี้มีหลายหน่วยงาน ทั้งราชการและเจ้าของหมู่บ้านโฮมเสตย์ใกล้ป่าใหญ่หลายแห่งจัดกระบวนการ ชวนกันอาบป่า  

   หัวใจของการอาบป่า คือ ถ้าป่าคือ ความสงบ แล้วมนุษย์คือความวุ่นวาย การอาบป่า คือการใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ คลุกคลีกันและกันด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างความสงบ เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในป่าอย่างลึกซึ้งเริ่มจาก สายตาสังเกตสีเขียวของต้นไม้ แสงแดดที่ส่องผ่านใบไม้ และลวดลายของกิ่งก้าน ตลอดจนรายละเอียดเล็ก ๆ ของป่าอันร่มรื่น  ฟังเสียงนกพูดคุยกัน  เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้  จังหวะเสียงน้ำไหลจากลำธาร  ขณะที่มีสมาธิ ดมกลิ่นดิน   เพื่อรับรู้กลิ่นอายธรรมชาติอย่างเต็มที่ เมื่อเข้าใกล้ธรรมชาติแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับธรรมชาติจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเพื่อให้ธรรมชาติโอบอุ้มร่างกายและจิตใจ เราอาจจะต้องใช้เวลาอยู่ในป่าอย่างน้อย 1.5–2 ชั่วโมง จะช่วยให้การอาบป่า มีประสิทธิภาพต่อร่างกายเราอย่างที่สุด 

  ท่ามกลางยุคที่มนุษย์เผชิญโรคเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และโรคภัยต่างๆ การเดินเข้าสู่ธรรมชาติ อยู่ในอากาศสะอาด สูดดมกลิ่นจากป่า   ทิ้งปัญหาและเครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ ไว้ในเมือง  

  “การอาบป่า“ อาจจะเป็นสิ่ง ที่ร่างกายต้องการก่อนใบสั่งยา เมื่อทั้งโลกตะวันออกและตะวันตกมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นอนาคตของการแพทย์อาจไม่พึ่งพาเพียง “ยา” อีกต่อไป 

หากการอาบป่าสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีผลลัพธ์ต่อเนื่องและยืนยาว แพทย์อาจสั่งให้ผู้ป่วยใช้เวลาใต้ต้นไม้ วันละ 120 นาที หรือเข้าร่วมโปรแกรม Forest Bathing  หรืออนาคต ในใบสั่ง

 เราอาจจะไม่ต้องรับ “ยาเม็ด”  แพทย์อาจจะเพียงแนะนำให้เราหาป่าใกล้บ้าน และนั่งสงบอยู่ตรงนั้น สักพัก ก็เป็นได้  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญภัส อู่ตะเภา

ผู้เขียนบทความ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญภัส อู่ตะเภา

คำค้นหา:การอาบป่า, Forest Bathing, ธรรมชาติ, บำบัด
แชร์เรื่องนี้: