logo
ผศ.ดร.นรินทร์ ยืนทน
9 มีนาคม 2569

ห้องเรียนที่ไร้ผนัง: เมื่อโลกกว้างคือหลักสูตรที่ไม่มีวันจบ

745 อ่าน
1 แชร์

          นึกย้อนไปสมัยเรียนและทำวิทยานิพนธ์ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ บ่อยครั้งทำงานในห้องและขลุกตัวอยู่กับเอกสารแต่ก็ยังคิดงานไม่ออก จนกระทั่งนึกถึงคำพูดหนึ่งของอาจารย์ผู้เขียน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม ซึ่งผู้เขียนยังคงจำได้และชอบมากเวลาออกทัศนศึกษาคือ “ออกไปคุยกับศิลปกรรมดูบ้าง” และเกือบทุกครั้งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปอย่างน่าพึงพอใจ

          จนกระทั่งในหลาย ๆ ครั้ง เมื่อผู้เขียนเดินทางท่องเที่ยวไปสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ และนำภาพสถานที่นั้น ๆ กลับมาพูดคุยหรือนำเสนอมุมมองต่อนักศึกษาผ่านเรื่องเล่า (Storytelling) ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การศึกษาไม่ควรนิยามไว้เพียงแต่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมของห้องเรียนหรือกระดาษเท่านั้น

         โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เขียนเองที่มักจะได้สอนและบรรยายตามแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ยิ่งทำให้ตระหนักว่าความรู้ที่จริงมักซ่อนตัวอยู่เลยผนังห้องหรือขอบกระดาษที่เป็นหนึ่งในทรัพยากรการเรียนรู้ การได้มองภาพถ่ายพระปรางค์ วัดอรุณราชวรมหาวิหาร แลนด์มาร์กของประเทศไทย ซึ่งถ่ายในมุมมองที่สวยงามแต่อยู่ในสไลด์การสอน อาจช่วยให้นักศึกษาจดจำรูปลักษณ์ ความสวยงาม หรือยุคสมัยได้ หากแต่เทียบไม่ได้กับการไปยืนอยู่ท่ามกลางโบราณสถานที่ผ่านแดด ลม และฝนมานับร้อยปี ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่มิเพียงแต่เห็นเพียงรูปร่างของสถาปัตยกรรมเท่านั้นแต่อาจสัมผัสได้ถึง “จิตวิญญาณ” ของประวัติศาสตร์ผ่านสายลมและแสงแดดที่พัดหรือส่องผ่านรอยแตกของศิลาแลง

         รวมถึงความอัจฉริยภาพของบรรพชนในอดีต หากเปรียบเทียบเฉกเช่นการเดินทาง สิ่งนี้คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “แผนที่” กับ “การลงพื้นที่จริง” โดยขณะที่ตำราหรือสื่อการสอนทำหน้าที่บอกหนทาง แต่โลกกว้างกลับทำหน้าที่มอบประสบการณ์ ดังนั้นการศึกษาไม่ควรกรอบและผนึกไว้ด้วยผนังคอนกรีต แต่ควรเป็นกระบวนการที่สร้างการตื่นตัวและงอกงามทางวิชาการทุกครั้งที่สายตาได้ปะทะกับสิ่งใหม่ ฤาว่านี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางทางการศึกษาที่ดีสำหรับผู้เรียนที่ควรได้รับ

          หากการเดินทางคือบทเรียน เราก็มักจะพบบทเรียนที่ไม่ได้ระบุไว้ในกำหนดการเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหลงทางในตรอกซอกซอยของเมืองเก่า หรือการเผชิญกับเหตุสุดวิสัยที่คาดการณ์ได้ยากภายในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ในระบบการศึกษามักถูกมองเป็น “ความผิดพลาด” หรือ “ความล้มเหลว” แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งนี้คือแบบทดสอบที่ฝึกไหวพริบและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การเดินทางจึงสอนให้ตระหนักว่า หากแผนการเดินทาง A ไม่สำเร็จ ยังมีแผน B C และ D ในอักษรภาษาอังกฤษอื่น ๆ ให้เลือกใช้เสมอ บ่อยครั้งวิธีการสอนมักสร้างให้เด็กกลัวการตอบผิด จนไม่กล้าก้าวออกจากพื้นที่ที่ปลอดภัย ในทางกลับกันการเดินทางกลับให้รางวัลแก่ผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับการแก้ปัญหาด้วยความยืดหยุ่นซึ่งเป็นทักษะชีวิต (Soft Skills) ที่สำคัญสุดในชีวิต ที่ไม่มีข้อสอบปรนัยหรืออัตนัยฉบับไหนสามารถวัดผลได้อย่างแม่นยำ

          ยิ่งกว่านั้นเมื่อเดินทางก้าวข้ามพรมแดนที่ต่างไปจากความคุ้นเคย โลกจะกลายเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตไร้กระจกหรือผนังกั้น” การได้เห็นศิลปกรรมที่แปลกตา พิธีกรรมที่ต่างศาสนา หรือสัมผัสรสชาติอาหารที่ไม่คุ้นลิ้น สิ่งนี้อาจปลุกสัญชาตญาณนักมานุษยวิทยาของนักศึกษาออกมาโดยไม่รู้ตัว การเดินทางเพื่อเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมที่หลากหลายช่วยทลายอัตตา (EGO) ให้ลดลง และทำลายกำแพงอคติ (Prejudice) ที่อาจสร้างโดยไม่รู้ตัวออกไปได้ และพิพิธภัณฑ์ที่ไร้กระจกนั้น ทำให้เราเข้าใจว่า “ความแตกต่าง” ไม่ใช่ “ความผิดแปลก” แต่ประหนึ่งการให้สีสันบนภาพวาดของโลกใบนี้ที่น่าสนใจ

         ดังนั้นการศึกษาในอุดมคติหาใช่เป็นการหล่อหลอมให้ทุกคนเก่งเหมือนกันเพื่อสู่เส้นทางการแข่งขัน แต่จำเป็นต้องสอนให้รู้จักเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น สามารถเปลี่ยนมุมมองจากโลกทัศน์ที่มีเพียงภาพขาวดำโดยตัดสินกันเพียงถูกหรือผิด ให้กลายเป็นเฉดสีที่หลายหลากและงดงามเหมือนงานศิลปกรรมที่ต่างยุคสมัยที่เกื้อกูลและส่งต่ออิทธิพลให้กันจนกระทั่งพัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของตนเองบนพื้นฐานของความเข้าใจในความแตกต่างนั้น

          ท้ายที่สุดแล้ว “จุดหมายปลายทาง” ของการเรียนรู้ผ่านโลกกว้างอาจไม่ใช่หมุดหมายที่ปักลงบนแผนที่ หรือตราประทับบนหนังสือเดินทาง (Passport) แต่เป็นการเห็น “มุมมองใหม่” ที่นักศึกษามีต่อตนเองบนโลกใบเดิม เมื่อสิ้นสุดการเดินทางและกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพย่อมเปรียบเสมือนการจบหลักสูตรสำคัญแห่งชีวิตที่ไร้ซึ่งประกาศนียบัตรมอบให้ หากแต่ได้รับความมั่นคงในจิตใจที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า

การศึกษาที่สมบูรณ์คือการสร้างสภาวะที่เอื้อให้นักศึกษากล้าที่จะเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยจากความรู้เดิม (Comfort Zone) สู่การเผชิญหน้ากับความไม่รู้ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้เรียนเติบโตได้เป็นอย่างดี การเป็นผู้เรียนตลอดชีวิตจึงเปรียบเสมือนนักเดินทางที่ไม่เคยหยุดสำรวจ เพราะตราบใดที่โลกยังคงหมุนอยู่ “ห้องเรียนที่ไร้ผนัง” ใบนี้ก็ยังคงสร้างบทเรียนใหม่ ๆ ให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอ

 

ผศ.ดร.นรินทร์ ยืนทน

ผู้เขียนบทความ

ผศ.ดร.นรินทร์ ยืนทน

คำค้นหา:ห้องเรียน, ชีวิต, โลก, Storytelling
แชร์เรื่องนี้: